ไอเดียเลือกของขวัญ

posted on 07 Jan 2010 09:40 by sinebusii

วางแผนซื้อของขวัญ

1. ทำ list รายชื่อ คนที่เราจะให้ของขวัญทั้ง หมด เพื่อเราจะได้ไม่ลืมใครไป โดยให้แบ่งกลุ่ม อายุ เพศ วัย ที่ใกล้เคียงกัน ไว้กลุ่มเดียวกัน เวลาซื้อจะได้ไปซื้อทีเดียวไม่เปลืองทั้งเวลาและค่ารถด้วย

2. ตั้งงบประมาณ ว่าเราควรใช้เงินซื้อของขวัญทั้ง หมดจำนวนเท่าไหร่ แล้วนำมาหารลงจำนวณเงินสำหรับแต่ละคนว่าเป็นงบสำหรับใครเท่าไหร่ดี เวลาซื้อจริง บวกลบได้ประมาณเท่าไหร่ ทำวิธีนี้ มักจะประหยัดกว่างบที่วางไว้ตลอดจริงๆนะ

4. ตั้งเป้าหมายของขวัญ ได้กลุ่มแล้ว ได้งบแล้ว จากนั้นก็ประเมินสิ่งที่ บุคคลสำคัญใน list ของเรา ใช้ได้ อยากได้ ลองเลื่อนไปดูไอเดียเลือกของขวัญตรงท้ายก็ได้ค่ะ

5. เลือกสถานที่ซื้อของขวัญ สุดท้าย เราก็คิดไว้คร่าวๆว่าควรไปซื้อของทั้งหมดที่ไหนดี อันนี้จะมีประโยชน์มาก เวลาที่เราไปเลือกซื้อของขวัญ แล้วทางร้านจะให้ส่วนลดเพิ่มขึ้นหากว่าซื้อของในร้านเค้าหลายชิ้น อย่าลืมพิจารณาร้านที่ห่อของขวัญฟรี ด้วยนะคะ ช่วยประหยัดค่ากระดาษโบว์ไปได้อีก

6. ซื้อของขวัญ มันส์เป็นที่สุด เราก็ไปตามร้านที่เราวางแผนไว้ได้เลย ถ้ามีหลายที่ก็อย่าย้อนไปย้อนมา แต่ถ้าเป็นร้านในห้างและมีเวลาหน่อยก็จะดีมาก ให้เดินดูร้านเป้าหมายที่คิดไว้สักรอบก่อน อย่าพึ่งซื้อ เผื่อเจอร้านอื่นของดีกว่า ถูกกว่า จดราคาไว้ถ้าทำได้ แล้วก็ค่อยซื้อในรอบที่ 2

ไอเดียเลือกของขวัญ

ของขวัญสำหรับเด็กๆ > เป็นกลุ่มที่เลือกง่ายที่สุดเลย ขนม ของเล่น ตุ๊กตา เครื่องเขียน อ้อ แต่ ถ้าเป็นเสื้อผ้า ต้องดูให้ดีนะคะ ว่าเค้าชอบแนวไหน เด็กๆบางคนก็เริ่มมีแนวเป็นของตัวเองแล้วนะ

ของขวัญสำหรับวัยรุ่นหญิง > นี่ก็ไม่ยากเท่าไหร่ แฟชั่นเก๋ๆ นาฬิกา เครื่องเขียนน่ารักๆ ตุ๊กตา ช็อคโกแลต หนังสือดีๆ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซีดีเพลง หนังต่างๆ

ของขวัญสำหรับวัยรุ่นชาย > ยากขึ้นมานิสนึง อาจจะนาฬิกา รองเท้ากีฬา หนังสือดีๆ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ช็อคโกแลต ของเล่นแนวนวัตกรรมต่างๆ เกมส์ดีๆ ซีดีเพลง หนังต่างๆ

ของขวัญสำหรับผู้ชาย > ถ้าเป็นคนที่คุณรู้จัก ก็ไม่ยาก แต่ถ้าไม่สนิทเท่าไหร่ เลือกกลางๆไว้ก่อน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ปากกา ของบำรุงสุขภาพต่างๆ เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ที่อุ่นถ้วยกาแฟ ถ้าเป็นเพื่อนที่ทำงานรู้แนวกัน ก็เนคไทลายที่เขาน่าจะชอบ แว่นกันแดด ซีดีเพลง หนังต่างๆ

ของขวัญสำหรับผู้หญิง > สารพัด กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า ผ้าพันคอ กิ๊บ โบว์ ต่างหู เครื่องสำอาง บำรุงผิว ของบำรุงสุขภาพต่างๆ ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า ของน่ารักๆวางโต๊ะทำงาน เครื่องเขียนน่ารักๆ

ของขวัญสำหรับผู้ใหญ่ > ของบำรุงสุขภาพต่างๆ ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในครัว แก้วคริสตัล เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม ผ้าปูโต๊ะ ปูเตียง เครื่องหอม ของหอม เทียนหอม ต้นไม้

ของขวัญอื่นๆ ที่น่าสนใจ > บัตรกำนัลต่างๆ เช่น บัตรรับประทานอาหาร หนังสือ ท่องเที่ยว ฯลฯ บัตรสมาชิกส่วนลดต่างๆ เช่นร้านอาหาร เครื่องสำอาง ฯลฯ คุ้กกี้ เค้ก

ของขวัญที่คนส่วนมากไม่อยากได้ > ผ้าขนหนู (ไม่รู้ทำไม จริงๆก็ดีออกนะ) นมข้นหวาน (ยังมีคนให้กันอยู่ไหม 55) กรอบรูป อัลบัมรูป

ใครมีไอเดียอะไรเด็ดๆ ก็มาเติมไว้ด้วยนะคะ ว่าของขวัญอะไรที่ได้รับแล้วชอบที่สุด ของขวัญอะไรที่ได้รับแล้วไม่ชอบมั่ง เผื่อเพื่อนๆของน้องๆผ่านมาเห็นจะได้ไม่ซื้อให้ไง อิอิ

ที่มา P'Riya@Eduzones

คำศัพท์ยามเจ็บป่วย

posted on 07 Jan 2010 09:14 by sinebusii
ชื่อโรคต่างๆ ที่น่าจะพบเห็นกันทั่วไปโดยแบ่งตามแผนก

แผนกอายุรกรรม (MEDICINE)

• diabetes (ได๊-อา-บี-ดีส) เบาหวาน เช่น I have diabetes. หรือ I am diabetic.
• hypertension (ไฮ-เปอร์-เท็น-ชั่น) หรือ high blood pressure ความดันโลหิตสูง
• high blood cholesterol ไขมันในเลือดสูง
• heart disease/ heart condition โรคหัวใจ
• asthma (แอส-มา) โรคหอบหืด
• pneumonia (นิว-โม-เนีย) ปอดบวม, ปอดอักเสบ
• TB (ทีบี) = tuberculosis (ทิว-เบอร์-คู-โล-สิส) วัณโรค (ส่วนใหญ่หมายถึงที่ปอด)
• stroke (สะ-โตรก) โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก
• Alzheimer’s disease (อัล-ไซ-เมอร์) โรคความจำ-เสื่อมชนิดอัลไซเมอร์
• migraine (ไม-เกรน) โรคปวดศีรษะชนิดไมเกรน
• peptic ulcer (เป็ป-ติก-อัล-เซอร์) แผลในกระเพาะอาหาร
• appendicitis (แอ็พ-เพ็น-ดิ-ไซ-ติส) ไส้ติ่งอักเสบ
• cystitis (ซิส-ไต-ติส) กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
• kidney/renal failure (คิด-นี่/เร-นัล เฟ-เลียร์) ไตวาย
• thyroid disease (ธัย-รอยด์ ดิ-ซีส) โรคของต่อม- ธัยรอยด์
• tonsillitis (ทอน-ซิล-ไล-ติส) ต่อมทอนซิลอักเสบ
• thalassemia (ธา-ลัส-ซี-เมีย) โลหิตจางชนิดธาลัสซีเมีย
• cancer (แคน-เซอร์) โรคมะเร็ง เช่น lung cancer มะเร็งปอด, breast cancer มะเร็งเต้านม เป็นต้น

แผนกศัลยกรรม (SURGERY)

• hemorrhoid (เฮ็ม-โม-รอยด์) โรคริดสีดวงทวาร
• fracture (แฟรก-เจอร์) กระดูกหัก

แผนกกุมารเวชกรรม (PEDIATRICS)

• chicken pox (ชิก-เก้น-พ็อกซ์) โรคอีสุกอีใส
• measles (มี-เซิลส) โรคหัด
• German measles = rubella (รู-เบ็ล-ล่า) โรคหัดเยอรมัน
• mumps (มั้มส์) โรคคางทูม

แผนกสูตินรีเวชฯ (OB&GYN)


• dysmenorrhea (ดีส-เม-โน-เรีย) = severe cramp during periods ปวดประจำเดือนมากผิดปกติ
• abortion (อะ-บอร์-ชั่น) แท้งบุตร
• menopause (เม-โน-พอส) วัยทอง

แผนกจักษุ (EYE)

• short-sightedness (ชอร์ต-ไซ-ทิด-เนส) หรือ nearsightedness (เนียร์-ไซ-ทิด-เนส) สายตาสั้น
• long-sightedness (ลอง-ไซ-ทิด-เนส) หรือ far-sightedness (ฟาร์-ไซ-ทิด-เนส) สายตายาว
• astigmatism (แอส-ติ๊ก-มา-ติ-ซึม) สายตาเอียง
• red eye (เรด-อาย) ตาแดง
• lazy eye (เล-ซี่ อาย) หรือ squint (สควินท์) ตาเข
• cataract (คา-ตา-แร็ก) ตาต้อกระจก
• glaucoma (กลอ-โค-ม่า) ตาต้อหิน

แผนกจิตเวช (PSYCHIATRY)

• depression (ดี-เพรส-ชั่น) โรคซึมเศร้า
• psychosis (ไซ-โค้-ซิส) โรคจิตเภท, โรคหลงผิด, โรคจิต (บ้า)
• sadist (เซ้-ดิส) คนที่ชอบทำร้ายผู้อื่น ไม่ได้อ่านว่า ซาดิสต์ อย่างที่คนไทยเรียกกันนะครับ
• masochist (แม้-โซ-คิสท์) คนที่ชอบถูกทำร้าย
• insomnia (อิน-ซอม-เนีย) โรคนอนไม่หลับ ไม่ได้เรียกว่าโรค sleepless นะครับ

อย่าลืมนำไปจำไว้ใช้ในยามฉุกเฉินหรือไม่สบาย 

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=krufiat&month=11-2008&date=10&group=2&gblog=17

10 ตัวอย่างภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ที่ฮิตติดปากคนไทย

ใน ปัจจุบันมีคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยใช้กันจนติดปากอยู่มากมาย แต่คุณเคยรู้ไหมว่ามีบางคำที่ฝรั่งเค้าไม่ได้ใช้อย่างที่เราพูดกันติดปาก  10 ตัวอย่างที่คนไทยมักใช้อย่างผิดๆพร้อมทั้งคำที่ถูกต้องซึ่งคุณควรนำไปใช้ เวลาคุยกับฝรั่ง

1) อินเทรนด์ (in trend) คำนี้อินเทรนด์มากๆ เอ๊ย...ฮิตมากๆ ในปัจจุบัน สามารถได้ยินตามรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ทั่วไป เพราะใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง เช่น เด็กสมัยนี้ถ้าจะให้อินเทรนด์ต้องตามแฟชั่นเกาหลี ซึ่งบางทีเวลาคุณต้องการพูดว่า “มันทันสมัย” คุณอาจจะติดปากว่า “It is in trend.” คำว่า “ทันสมัย” ฝรั่งเค้าไม่ใช้คำว่า “in trend” อย่างคนไทยหรอกครับ เค้าจะใช้คำว่า “trendy” หรือ “fashionable” ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ที่คุณสามารถวางไว้หน้าคำนามที่ต้องการขยาย เช่น a trendy haircut ทรงผมที่ทันสมัย, a fashionable restaurant ร้านอาหารที่ทันสมัย หรือจะไว้หลัง verb to be เช่น It is trendy. หรือ It is fashionable. ก็ได้

2) เว่อร์ (over) เช่น ใยคนนั้นทำอะไรเว่อร์ๆ She is over. ไม่มีความหมายแต่อย่างใดในภาษาอังกฤษ ฝรั่งที่ได้ยินคุณพูดเช่นนี้ คงมึนตึบ พร้อมทำสีหน้างงว่ามันหมายถึงอะไรเหรอ? พูดถึงคำนี้ คนไทยน่าจะหมายถึงการพูดเกินจริงหรือทำเกินจริง ซึ่งถ้าพูดเกินจริง ควรจะใช้คำศัพท์ที่ว่า “exaggerate” เป็นคำกิริยา อ่านว่า เอก-แซ้ก-เจ่อ-เรท เช่น

"He said you walked 30 miles." เค้าบอกว่าคุณเดินตั้ง 30 ไมล์
"No - he's exaggerating. It was only about 15." ไม่หรอก เค้าพูดเว่อร์ (เกินจริง) มันก็แค่ 15 ไมล์เอง

ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า เธอพูดเว่อร์น่ะ ก็บอกว่า You’re exaggerating. หรือจะบอกเค้าว่า อย่าพูดเว่อร์ๆ น่ะ อาจใช้ว่า Don’t exaggerate. ส่วนอาการเว่อร์อีกแบบคือการทำเกินจริง เราจะใช้คำกิริยาที่ว่า “overact” เช่น You’re overacting. เธอทำเว่อร์เกิน (แสดงอารมณ์เกินจริง)

3) ดูหนัง soundtrack เวลาคุณจะบอกใคร ว่า ฉันต้องการดูหนังฝรั่งที่พากย์ภาษาอังกฤษ อย่าพูดว่า “I want to watch a soundtrack film.” แต่ควรจะใช้ว่า “I want to watch an English film.” เพราะความหมายของคำว่า “soundtrack” คือ ดนตรีที่อยู่ในภาพยนตร์ ต่างหากล่ะครับ
ถ้าเราจะพูดถึงหนังฝรั่งที่พากย์เสียงภาษาไทย เราต้องบอกว่า “I want to watch an English film that is dubbed into Thai.” เพราะคำกิริยาว่า “dub” คือพากย์เสียงจากต้นแบบในหนังหรือรายการโทรทัศน์ไปเป็นภาษาอื่น
ส่วนหนังที่มีคำบรรยายใต้ภาพเราเรียกว่า “a subtitled film” ซึ่งคำบรรยายที่อยู่ใต้ภาพ เราเรียกว่า “subtitles” (ต้องมี s ต่อท้ายเสมอนะครับ) เช่น a French film with English subtitles หนังฝรั่งเศสที่มีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาอังกฤษ

หนังบางเรื่องจะมีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาเดียวกับที่นักแสดงพูด เรามีศัพท์เรียกเฉพาะว่า “closed-captioned films/videos/television programs” หรือ อาจเขียนย่อๆ ว่า “CC” เช่น You should watch a closed-captioned film to improve your English. คุณควรจะดูหนังฝรั่งที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณ

4) นักศึกษาปี 1 คนไทยมักเรียกว่า freshy” ซึ่งฝรั่งไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพราะไม่มีการบัญญัติศัพท์คำนี้ในภาษาอังกฤษ

เค้าจะใช้คำว่า “fresher” หรือ “freshman” เช่น He is a fresher. หรือ He is a freshman. หรือ He is a first-year student. เขาเป็นนักศึกษาปี 1 ส่วนปีอื่นๆ คนไทยเรียกถูกแล้วครับ คือ ปี 2 เราเรียก a sophomore, ปี 3 เรียกว่า a junior และปี 4 เรียกว่า a senior

5) อัดหรือบันทึก คนไทยมักพูดทับศัพท์ว่า เร็คคอร์ด (record) คำๆ นี้สามารถเป็นได้ทั้งคำนามและคำกิริยา เพียงแค่เปลี่ยนตำแหน่ง stress กล่าวคือ ถ้าจะใช้เป็นคำนามที่แปลว่า แผ่นเสียงหรือสถิติ ให้ขึ้นเสียงสูงที่พยางค์แรก คือ “เร็ค-คอร์ด” เช่น He wants to buy a record. เขาต้องการซื้อแผ่นเสียง, I broke my own record. ฉันทำลายสถิติของฉันเอง แต่ถ้าคุณจะหมายถึงคำกิริยาที่แปลว่า อัดหรือบันทึก ต้อง stress พยางค์หลัง ซึ่งจะอ่านว่า “รี-คอร์ด” เช่น I'll record the film and we can all watch it later. ฉันจะอัดหนัง เราจะได้เก็บไว้ดูทีหลังได้ ส่วนเครื่องบันทึก เราเรียกว่า “recorder” อ่านว่า รี-คอร์-เดอร์


6) ต่างคนต่างจ่าย เรามักใช้ American share รับรองว่าฝรั่ง(ต่อให้เป็นชาวอเมริกันด้วยครับ) ได้ยินแล้ว งงแน่นอน ถ้าคุณจะหมายถึงต่างคนต่างจ่ายให้ใช้ว่า “Let’s go Dutch.” หรือ “Go Dutch (with somebody).” อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นธรรมเนียมของชาวดัตช์หรือเปล่า? ที่ต่างคนต่างจ่ายเลยมีสำนวนอย่างนี้ หรือคุณอาจจะบอกตรงๆ เลยว่า “You pay for yourself.” คือเป็นอันรู้กันว่าต่างคนต่างจ่าย แต่ถ้าคุณต้องการเป็นเจ้ามือ(ไม่ใช่เล่นไพ่นะครับ)เลี้ยงมื้อนี้เอง คุณควรพูดว่า “It’s my treat this time.” หรือ “My treat.” หรือ “It’s on me.” หรือ “All is on me.” หรือ “I’ll pay for you this time.” ทั้งหมดแปลว่า มื้อนี้ฉันจ่ายเอง ส่วนถ้าจะบอกเพื่อนว่า คราวหน้าแกค่อยเลี้ยงฉันคืน ให้บอกว่า “It’s your treat next time.”


7) ขอฉันแจม (jam) ด้วยคน ในกรณีนี้คำว่า “แจม” น่าจะหมายถึง “ร่วมด้วย” เช่น We are going to eat outside. Do you want to jam? เรากำลังจะออกไปกินข้าวข้างนอก เธอจะไปด้วยมั้ย? ในภาษาอังกฤษไม่ใช้คำว่า jam ในกรณีแบบนี้ ซึ่งควรจะใช้ว่า “Do you want to join us?”, “Do you want to come with us?” หรือ “Do you want to come along?” จะดีกว่าครับ


8) เขามีแบ็ค (back) ดี “He has a good back.” ฝรั่งคงงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับข้างหลังของเค้า เพราะ back แปลว่า หลัง (อวัยวะ) แต่คุณกำลังจะพูดถึงมีคนคอยสนับสนุน ซึ่งต้องใช้ “a backup” ซึ่งหมายถึง คนหรือสิ่งของที่ช่วยสนับสนุน ช่วยเหลือ เกื้อกูล เป็นกำลังใจให้ เช่น “He has a good backup.” เขามีคนคอยหนุนที่ดี

9) ฉันเรียนภาษากับชาวต่างชาติ I learn the language with a foreigner. คำว่า “foreigner” หมายถึง ชาวต่างชาติโดยทั่วๆ ไป แต่จริงๆ คุณต้องการจะสื่อว่าเรียนภาษากับเจ้าของภาษา ซึ่งควรจะใช้คำว่า “a native speaker” จะเหมาะกว่านะครับ

เช่น “I learn the language with a native speaker.” ฉันเรียนภาษากับเจ้าของภาษา ส่วนคนที่พูดได้ 2 ภาษาดีเท่าๆ กันเราจะใช้คำคุณศัพท์ว่า “bilingual” เช่น เด็กลูกครึ่งที่พูดได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษไงครับ “Their kids are bilingual.” ลูกของเขาพูดได้ 2 ภาษาดีพอๆ กัน


10) ฉันไปตัดผมมาเมื่อวานนี้ I cut my hair yesterday. ถ้าคุณพูดอย่างนี้หมายถึงคุณตัดผมด้วยตัวเองนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดผมด้วยตัวเอง แต่ให้ช่างตัดผมตัดให้ คุณควรจะบอกว่า I had/got my hair cut yesterday.” ซึ่งรูปประโยคคือ “To have/get + กรรม (สิ่งที่ถูกกระทำ) + กิริยาช่องสาม” ดังนั้นถ้าคุณจะบอกว่า ฉันจะเอารถไปซ่อมวันพรุ่งนี้ ก็ต้องบอกว่า “I will have/get the car repaired tomorrow.”

ดังนั้น ต่อไปเวลาคุณใช้ภาษาอังกฤษกับคำเหล่านี้ ควรจะใช้อย่างถูกต้อง ฝรั่งจะได้ไม่งงเวลาคุณพูดไงครับ

 

ภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ที่ฮิตติดปากคนไทย ตอน “อาชีพที่น่าสนใจว่าฝรั่งเค้าเรียกว่ายังไง?”

อาชีพหนึ่งที่น่าสนใจว่าฝรั่งเค้าเรียกเหมือนกับเราหรือเปล่า? คือ “พริตตี้ (pretty)” ซึ่ง คนไทยจะหมายถึงนางแบบตามงาน event ต่างๆ โดยเฉพาะงาน motor show ที่ผู้ชายหลายคนไปเพราะไปดูพริตตี้ก็คุ้มแล้ว (ได้ดูรถเป็นผลพลอยได้ หรือเปล่า?) คำว่า “pretty” ในภาษาอังกฤษ เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์ (adjective) ที่แปลว่า น่ารัก หรือ สวยน่ามอง เช่น a pretty girl คือ เด็กผู้หญิงน่ารัก, She has a pretty face. เธอมีหน้าตาน่ารัก หรือคำวิเศษณ์ (adverb) มีความหมายว่า “ค่อนข้างจะ” ซึ่งมักจะใช้เป็นภาษาพูด ความหมายจะคล้ายๆ กับ rather แต่คำว่า rather ดูจะเป็นทางการมากกว่าใช้กับภาษาเขียนได้ดีกว่า เช่น Five o’clock? That’s pretty early. ห้าโมงเหรอ? มันค่อนข้างเร็วไปหน่อยนะ, It’s pretty cold. มันค่อนข้างเย็นเลยทีเดียว

แล้วตกลง “พริตตี้” ที่คนไทยเรียก ผู้หญิงสวยๆ ตามงาน event หล่ะ ฝรั่งเค้าจะเรียกว่าอะไร? คำตอบก็คือ “model” ที่แปลว่า “นางแบบ” นั่นแหละ เพียงแต่คุณอาจจะระบุไปว่า model(s) at exhibitions คือ นางแบบที่งานนิทรรศการ


อาชีพต่อไปที่น่าสนใจคือ “โปรกอล์ฟ” น่าสนใจว่าฝรั่งเค้าจะเรียกเหมือนเราหรือเปล่า? คำว่า “pro” ในที่นี้ย่อมาจาก “professional” ที่แปลว่า “มืออาชีพ” ถ้าเป็นนักกีฬาอาชีพ ต้องจดทะเบียนกับสมาคมของกีฬานั้น ซึ่งทางสมาคมจะออกบัตรประจำตัวรับรองความเป็นนักกีฬามืออาชีพให้ ส่วนนักกีฬามือสมัครเล่น ฝรั่งเค้าเรียกว่า “amateur” (อ่านว่า แอ๊ม-มะ-เจอะ)

เวลานำคำว่า “pro” ไปใช้อาจจะระบุชื่อกีฬาเพื่อกันความสับสน เช่น He is a golf pro. (สังเกตนะครับว่า เค้าไม่ได้เรียกว่า “pro golf” อย่างคนไทย) หรือ He is a professional golfer., He is a tennis pro, He is a professional tennis player. คนไทยมักจะเรียก “pro” นำชื่อคน เช่น pro Tiger ซึ่งฝรั่งไม่ได้เรียกเช่นนี้ เค้าจะเรียกชื่อไปเลย เช่น (Mr.) Tiger Woods หรือ Mr. Woods โดยไม่ต้องมีคำว่า pro นำหน้าชื่อ

อาชีพต่อไปคือ “บ๋อย” บางคนนึกว่าคำนี้ในภาษาอังกฤษ คือคำว่า “boy” อย่าเผลอไปเรียกอย่างนี้เด็ดขาดนะครับ เค้าอาจจะตีความว่าคุณกำลังดูถูกเค้าได้ ถ้าจะหมายถึงบริกรผู้ชายที่บริการเราในร้านอาหาร ต้องใช้คำว่า “waiter” หรือถ้าเป็นผู้หญิงใช้ว่า “waitress” หรือชาวอเมริกันอาจจะใช้คำว่า “server” ก็ ได้ แต่เวลาคุณจะเรียกบ๋อยมาสั่งอาหาร ก็ไม่ควรตะโกนเรียกเค้าว่า “waiter” หรือ “waitress” แต่ควรใช้คำว่า “Excuse me” จะดีที่สุด

อีกอย่างเวลาคุณจะสั่งคิดตังค์ คนไทยมักใช้ว่า เช็คบิล (check bill) แต่ฝรั่งเค้าจะใช้ว่า “check please” หรือ “bill please” อย่าใช้ทั้งสองคำทีเดียว


ส่วนพนักงานยกกระเป๋าในโรงแรม ฝรั่งชาวอังกฤษเรียก “bellboy” ส่วนชาวอเมริกันจะเรียก “bellhop” นอกจากนี้ ฝรั่งทั่วไปเค้าจะเรียก พนักงานยกกระเป๋าที่สนามบินหรือสถานีรถไฟ ว่า “porter” และชาวอเมริกันอาจจะเรียกว่า “redcap” ก็ได้ อีกคำที่ชาวอเมริกันใช้เรียกพนักงานยกกระเป๋าที่สนามบินคือ “skycap”

 

เป็น presenter โฆษณา มันผิดตรงไหนเหรอ?”

“นี่ เธอดูโฆษณาเดี๋ยวนี้สิ มาริโอ้ ดารานำจากหนังเรื่องรักแห่งสยามยังดังไม่หยุดเลยได้เป็น presenter โฆษณาตั้งหลายชิ้นแน่ะ เปิดไปช่องไหนก็เจอ”

คนไทยได้ยินประโยคนี้คงลื่นหู ไม่เห็นจะผิดตรงไหน แต่ถ้าคุณพูดกับฝรั่งแล้วใช้คำว่า “presenter” กับความหมายที่ว่า เป็นคนที่โฆษณาสินค้าซึ่งมักจะเห็นทางโทรทัศน์หรือนิตยสารอยู่บ่อยๆ อย่างนี้ ฝรั่งเค้าจะใช้คำว่า “promoter”

ซึ่งคนไทยนำมาใช้กับ “โปรโมเตอร์มวย” เท่านั้น คืออย่างนี้ครับ คำว่า “promoter” ในภาษาอังกฤษมี 2 ความหมายคือ

- คนจัดงานและโฆษณางานคอนเสิร์ตหรืองานกีฬา เช่น โปรโมเตอร์มวย เราเรียกว่า “a boxing promoter”

- คนที่โฆษณาชักชวนให้ผู้อื่นใช้ของบางอย่างหรือสนับสนุนบางอย่าง ซึ่งในความหมายนี้แหละครับที่คนไทยนำมาเรียกว่าเป็น presenter โฆษณา

อ้าว!...แล้วคำว่า Presenter ล่ะครับ มีความหมายอย่างไรในเซ้นส์ของฝรั่ง คุณคงนึกถามผมอยู่ในใจใช่มั้ย? (ถ้าผมเดาใจคุณถูก ขอให้ผมถูกรางวัลที่ 1 เหมือนเดาใจคุณถูกละกัน!...ล้อเล่นน่ะครับ มันจะถูกได้ไง? ในเมื่อปกติผมไม่ได้ซื้อล็อตเตอรี่หรอก) ฝรั่งผู้ดีฝั่งอังกฤษ เค้ามักใช้คำว่า presenter หมายถึง ผู้แนะนำรายการหรือแนะนำคนอื่นๆ ในทีวีหรือวิทยุ อย่างเวลาจบรายการหนึ่งแล้วจะมีผู้หญิงสวยๆ ออกมาบอกว่ารายการต่อไปเป็นรายการอะไร นั่นแหละครับที่เรียกว่า “presenter” ของจริง หรืออย่างเวลาเราดูงานประกาศผลรางวัลต่างๆ ทางโทรทัศน์ “presenter” คือคนที่ออกมาประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล (nominee)

ส่วนคนที่ออกมามอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะ เราเรียกว่า “presenter of the award”


บางคนอาจสงสัยต่อว่าแล้วพิธีกรในงานประกาศผลรางวัลเราจะเรียกว่าอะไร? เราเรียกว่า "MC" ครับซึ่งย่อมาจาก "Master of Ceremonies" คือพิธีกรที่แนะนำแขกหรือนักแสดงในงาน eventต่างๆ ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “host” ที่ คนไทยส่วนใหญ่รู้จักในความหมายของ “เจ้าภาพ”แต่ยังมีอีกความหมาย คือ พิธีกรในทีวีซึ่งอาจจะเป็นรายการเกมส์โชว์, ทอล์คโชว์ เช่น วิทวัสเป็น host ของรายการตีสิบมานาน หรืออาจใช้หมายถึงพิธีกรหลักในงานประกาศผลรางวัลก็ได้ครับ

ไหนๆ ผมก็พูดถึงแวดวงทีวี, วิทยุแล้วก็อยากแถมศัพท์ที่เกี่ยวข้องอีก เช่น “คนอ่านข่าว” ชาวอังกฤษเรียกว่า “newsreader” ตรงๆ เลยครับ แต่ชาวอเมริกันมักใช้คำว่า “anchor” (อ่านว่า แอ๊ง-เขอะ) บางคนอาจจำได้ว่าคำนี้แปลว่า “สมอเรือ” เก่งมากครับ...ถ้าจำได้ ถูกต้องแล้ว คำนี้มีได้หลายความหมายครับ

คนสัมภาษณ์ในรายการทีวี เรียกว่า “interviewer” ตรงๆ ก็ได้นะครับ คนที่พากย์กีฬาต่างๆ เช่น คนพากย์ฟุตบอล เราเรียกคนพวกนี้ว่า “a sports commentator” พูด ถึงคำว่าคอมเมนเตเตอร์ คนสมัยนี้ต้องนึกถึงการประกวดร้องเพลง AF แน่นอน (แหม...อินเทรนด์ เอ้ย...trendy จริงๆ เลยเรา) เพราะเค้าจะใช้เรียกกรรมการที่มีความรู้มาวิพากษ์วิจารณ์ผู้เข้าประกวด ซึ่งก็ถูกต้องแล้วครับ

ตอนนี้คุณน่าจะรู้จักชื่ออาชีพที่ใช้ในภาษาอังกฤษมากพอสมควร หวังว่าคงได้ประโยชน์บ้าง อย่าลืมนำไปใช้บ่อยๆ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=krufiat&month=08-2008&date=04&group=2&gblog=14


 

มารยาทในการกล่าวขอโทษ

posted on 07 Jan 2010 08:07 by sinebusii
1. ใช้เป็นประโยคกล่าวนำในการทักทายผู้อื่นอย่าสุภาพ เพื่อถามอะไรบางอย่างที่เราต้องการทราบ

2. ใช้กล่าวเพื่อขอทางเดินผ่านอย่างสุภาพ เช่น ถ้าเราต้องการเดินผ่านทางที่มีคนยืนขวางทางอยู่ซึ่งอาจเป็นทางเดิน ประตู บนรถไฟ ฯลฯ เราเพียงแต่พูดอย่างสุภาพว่า Excuse me หรือ Excuse me, please. แล้วเดินฝ่าเข้าไป ตามปกติเขาจะพยายามหลีกทางให้เราเดินผ่าน ไป โดยตอบว่า Sorry.

3. ขณะที่เรากำลังพูดคุยอยู่กับผู้อื่น ถ้าเรามีความจำเป็นต้องขอตัวลากลับ หรือปลีกตัวไป เรากล่าว Excuse me. …………….

4. ถ้าเรามีนัดกับผู้อื่น แล้วบังเอิญเราไปไม่ทันตามเวลาที่ได้นัดไว้ เมื่อเราไปถึงเราอาจกล่าวขอโทษ โดยพูดว่า Excuse me for being late.

มารยาทในการกล่าวขอโทษ(I beg your pardon.)

1. เมื่อใช้กล่าวในการทักผู้อื่นอย่างสุภาพ เพื่อถามอะไรบางอย่าง ใช้ I beg your pardon. หรือ Pardon me.

2. เมื่อเราไม่เห็นด้วยกับผู้อื่น หรือขออนุญาตขัดคอเขา เราอาจขอโทษ โดยใช้สำนวน I beg your pardon. หรือ Pardon me.

3. ขณะที่เราพูดคุยกับผู้อื่น ถ้าเราฟังไม่ได้ยิน หรือได้ยินไม่ชัด หรือฟังไม่ทัน เราต้องการให้เขาพูดซ้ำเราควรพูดว่า I beg your pardon. หรือ Pardon. โดยมีสำเนียงเหมือนประโยคคำถาม

คำอวยพรปีใหม่กิ๊บเก๋

posted on 07 Jan 2010 08:03 by sinebusii

เพื่อน ๆ ทุกท่านคงอยากใช้คำอวยพรปีใหม่กิ๊บเก๋ เขียนลงในการ์ดใบงาม, Tweet ใน Twitter สำหรับ Follower ของคุณ, โพสต์ใน Facebook Wall หรือ ส่ง SMS เพื่อส่งต่อความรู้สึกปรารถนาดีไปยังญาติสนิทมิตรสหาย

 วันนี้จึงได้รวบรวม คำอวยพรปีใหม่ เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อร่วมแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ที่สนใจ


Wishing you a new year filled with beautiful moments.
 
Wishing you a new year wrapped in happiness and warmed by the love.

Wishing you a year of beautiful new beginnings of family and friends.

You're wished more happiness than you can know.

May wishing make it so. Happy New Year.
 
A new year awaits with new challenges, new choices, new discoveries. Have a happy new year.

 

Wishing you the brightest joys a brand-new year can bring!

As we're ringing out the old year and ringing in the new, the memories of the year gone by bring special thoughts of you.

Wishing you a year of beautiful new beginnings.

Wishing you the quiet peace of winter's wonders and happiness through all the seasons of the year.
 
May this year bring inspiration and happiness to you and your family.

Looks like a bright new year ahead!

Wishing you peace and joy in the New Yea.

The beginning is always today! Happy New Year.

A new year is a reminder to celebrate all the things that are good in your world. Happy New Year.

Wishing you a very Happy New Year.

Time flies may you catch it and enjoy many moments in the year ahead Happy New Year.

Wishing you good times, good health, good cheer, and a very Happy New Year !

 Wishing you peace, love and fun in the new year.
 

คราวนี้ลองมาดูบทกวีของฝรั่งดูบ้าง

I wish you Health...
So you may enjoy each day in comfort.

ขอให้คุณมีสุขภาพดี... คุณจะได้มีความสุขทุกๆ วัน

I wish you the Love of friends and family...
And Peace within your heart.

ขอให้คุณได้รับความรักจากเพื่อนและครอบครัว...และสันติสุขจะอยู่ในใจคุณ

I wish you Generosity so you may share...
All good things that come to you.

ขอให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคุณทำให้คุณได้แบ่งปัน...สิ่งดีๆ ทั้งหลายที่เข้ามาหาคุณ

I wish you Happiness and Joy...
And Blessings for the New Year.

ขอให้คุณมีความสุขและมีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นสำหรับปีใหม่

I wish you the best of everything...
That you so well deserve.

ขอให้คุณเจอแต่สิ่งที่ดีที่สุด..ซึ่งคุณสมควรที่จะได้รับมัน

HAPPY NEW YEAR
สวัสดีปีใหม่

โปรดสังเกตว่ารูปแบบประโยคของทุกประโยคยังคงเดิม คือ I wish you + กลุ่มคำนามเสมอ คุณลองแต่งประโยคเลียนแบบดูเองนะครับ

ลองดูบทกวีของฝรั่งอีกสักตัวอย่าง ซึ่งรูปแบบประโยคที่ใช้กับ wish ก็ยังคงเดิม


When you're lonely ... I wish you LOVE !
ยามเธอรู้สึกโดดเดี่ยว...ขอให้เธอมีความรัก

When you're down ... I wish you JOY !
ยามเธอรู้สึกแย่...ขอให้เธอมีความสุข

When you're troubled ... I wish you PEACE !
ยามเธอตกอยู่ในปัญหา...ขอให้เธอมีความสงบ

When things seem empty ... I wish you HOPE !
ยามสิ่งต่างๆ ดูเหมือนว่างเปล่า...ขอให้เธอยังมีความหวัง



นอกจากเรามักจะใช้คำว่า wish ในการอวยพรแล้ว เรายังมักจะใช้ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย

“May…” ในการอวยพร อาทิเช่น

May this year bring inspiration and happiness to you and your family.
ขอให้ปีใหม่นี้นำมาซึ่งแรงบันดาลใจและความสุขกับตัวคุณและครอบครัว

May health, happiness and good times greet you each day of the New Year.
ขอให้คุณมีแต่สุขภาพดี, ความสุข และเวลาที่ดีในทุกๆ วันของปีใหม่นี้
คำที่ขีดเส้นใต้ในข้อ 6 และ 7 คือคำที่คุณสามารถนำคำนามที่มีความหมายดีๆ (จากข้อ 3 ก็ได้) มาแทนที่ได้

สุดท้ายนี้ ขออวยพรให้คุณผู้อ่านทุกท่าน


Wishing you all the best for the New Year of happiness, wealth, good health and good luck. Happy New Year

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=krufiat&group=


หากคุณมีคำอวยพรเก๋ ๆ และต้องการแบ่งปันสามารถเขียน Comment เพิ่มเติมได้ทางด้านล่างนี้ค่ะ

edit @ 7 Jan 2010 09:04:43 by Korea

Idiom "Love"

posted on 08 Mar 2009 12:27 by sinebusii

๏๏ ความรัก ๏๏

•••--•••--•••--•••

Love is blind.
ความรักทำให้ตาบอด

Love is a many-splendored thing.
รักเป็นสิ่งรุ่งโรจน์ในหลายสถาน

It’s love that makes the world go round.
รักนั่นเองที่ทำให้โลกอลเวง

Every man is a poet when he is in love.
ทุกคนจะเป็นกวีเมื่อตกอยู่ในห้วงรัก

Love is indefinable.
รักนั้นหาคำอธิบายไม่ได้

Love is a malady without a cure.
ความรักเป็นโรคที่ไม่มียาแก้

Love is the true price of love.
รักคือค่าที่แท้จริงของรัก

Love and cough cannot hide.
ความรักและภาษารักปกปิดไม่ได้

Love begets love.
รักนำมาซึ่งรัก

Love’s but the fragility of the mind.
ความรักเป็นเพียงความอ่อนแอของจิตใจ

Love’s tongue is in his eyes.
ดวงตาคือสื่อของความรัก (ในยามรัก แม้ตาก็พูดกันได้)

Love looks not with the eye, but with the mind.
ความรักไม่ใช่ดูกันด้วยตา แต่ด้วยใจ

Loving comes by looking.
ความรักเกิดจากการดูด้วยตา

Absence sharpens love, presence strengthens it.
การจากกันทำให้รักซาบซึ้ง การอยู่ด้วยกันทำให้รักมั่นคง

Absence makes the heart grow fonder.
การจากกันทำให้หัวใจเปี่ยมด้วยความเสน่หายิ่งขึ้น

Hot love is soon cold.
รักเร็ว จางเร็ว (รักง่าย หน่ายเร็ว)

Love is not pleasure; unless it is secret.
ความรักไม่มีความสุขสนชื่นอีกต่อไป เว้นแต่มันยังเป็นความลับอยู่

Love ceases to be a pleasure when it ceases to be a secret.
รักจะหมดสิ้นความสุขสดชื่น เมื่อรักนั้นไม่เป็นความลับอีกต่อไป

Love rules without sword, binds without cord.
รักอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้ดาบ ผูกมัดได้โดยไม่ต้องอาศัยเชือก

Eternity is in love with the productions of time.
รักจะยื่นยงอยู่ได้ชั่วนิรันดร ก็ด้วยอาศัยเวลา

Absence from whom we love is worse than death.
การพลัดพรากจากผู้เป็นที่รักนั้นร้ายเสียยิ่งกว่าความตาย

Far from eye, far from heart.
ลับตาก็เปลี่ยนใจ

Love is the wisdom of the fool and the folly of the wise.
ความรักเป็นความสุขของคนโง่และเป็นความเขลาของคนฉลาด

He who has never loved has never lived.
ผู้ที่ไร้รักเสมือนไร้ชีวิต

To love and to be loved is the greatest happiness of existence.
การรักและมีคนรักคือความสุขทิ่ยิ่งใหญ่ของการมีชีวิตอยู่

Love conquers all.
รักชนะอุปสรรคทั้งมวล

Love me,love my dog.
รักฉันก็รักหมาฉันด้วย

The first sign of love is the loss of wisdom.
อาการขั้นต้นของรักคือหมดสิ้นความสุขุม

All is fair in love and war.
ทุกอย่างย่อมดีงามเมื่อเกี่ยวกับความรักและสงคราม

All mankind loves a lover.
มนุษย์ทั้งหลายย่อมรักผู้ที่ตนรัก

Love is sunshine; hate is shadow.
ความรักเหมือนทิวา ความชังเหมือนราตรี

To be beloved is above all bargains.
การมีรักย่อมอยู่เหนือการต่อรองใด ๆ

A man has choice to begin love,but not to end it.
คนย่อมมีโอกาสที่จะริรัก ไม่ใช่ล้มเลิก

Love is like the measles we all have to go through it.
ความรักเหมือนโรคหัด เราทุกคนต้องเป็น

Love is strong as death; jealousy is cruel as grave.
ความรักมั่นคงดุจความตาย ความหึงหวงทารุณเช่นหลุมฝังศพ

Of soup and love, the first is the best.
ระหว่างอาหารกับความรัก อย่างแรกดีที่สุด

The soul is not where it lives, but where is love.
วิญญาณไม่ได้สิงสู่ในที่ที่มันควรอยู่ แต่มันจะอยู่ที่ที่ความรักสถิต

Many waters cannot quench love,neither can the floods drown it.
แหล่งน้ำใด ๆ ไม่อาจทำให้รักสลายได้ แม้สายน้ำจะหลากท่วมท้นก็ตาม

Speak low if you speak love.
ถ้าจะพูดเรื่องรักกันขอให้พูดกันค่อยๆ

Fanned fires and forced love never did well.
ไฟที่อาศัยการพัดเป่าและรักที่ถูกบังคับจะยั่งยืน

They that lie down for love should rise for hunger.
ผู้ที่ยอมสยบกายลงเพื่อรัก จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหิวโหย

Love and business teach eloquence.
ความรักและธุรกิจทำให้คนช่างพูด

Open rebuke is better than secret love.
ติเตียนกันในที่เปิดเผยดีกว่ารักกันในที่ลับ

Kiss and be friends.
จูบกันและเป็นเพื่อน

Kisses are keys.
จูบเป็นกุญแจนำทาง

Do not make me kiss, and you will not maker me sin.
อย่าทำให้ฉันต้องจูบ แล้วเธอจะไม่ทำให้ฉันมีบาป

Friendship often ends in love; but love in friendship never.
มิตรภาพมักจบลงด้วยความรัก แต่ความรักไม่เคยจบลงด้วยมิตรภาพ

Love comes in at the window and goes out at the door.
ความรักเข้าทางหน้าต่างออกทางประตู

Love lives in cottages as well as in courts.
ความรักมีอยู่ในกระท่อมเช่นเดียวกับในราชสำนัก

Love makes one fit for any work.
ความรักทำให้คนกระชุ่มกระชวย สำหรับงานทั้งหลาย

Love will find a way.
รักย่อมมีทางออกของมัน

They love too much that die for love.
เขารักกันมากเกินไป เลยต้องตายเพราะรัก

Love me little, love me long.
รักฉันน้อย ๆ แต่รักฉันให้นาน ๆ

The course of true love never runs smooth.
รักแท้ย่อมมีอุปสรรค

Love and jealousy are seldom separated.
ความรักมักคู่กับความหึงหวง

When things seem empty ... I wish you HOPE !

posted on 06 Feb 2009 10:40 by sinebusii

การเข้ามาเขียนบล็อกครั้งแรก..........

ช่วงนี้มีอะไรๆ ทำให้เราสับสน วุ่นวายเยอะมากซะจน ไม่อยากคิดแล้ว

ใกล้จะเรียนจบแล้วสินะ อีกใจหนึ่งก้อดีใจนะ.....แต่อีกใจก้อ เฮ้ย! ......

 ช่วงนี้ชอบอ่านสำนวนภาษาอังกฤษต่างๆ (เราไม่เ่ก่งEng เลย) ตามเวปต่างๆ ใครมีเวปไรดีๆ บอกบ้างนะ

 

http://www.kroorada.com/index.php

 

 

edit @ 6 Feb 2009 10:47:39 by sinenaka